ปีที่ 5 ของเฟเนร์บาห์เช่

   เป็นเวลากว่า 4 ฤดูกาลแล้วที่เฟเนร์บาห์เช่ ทีมยักษ์ใหญ่ของประเทศตุรกีไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศได้เลย นับตั้งแต่ที่พวกเขาคว้าแชมป์ซุเปอร์ ลีกตุรกีได้เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อฤดูกาล 2013-2014 ซึ่งตอนนั้นพวกเขามีเออร์ซุน ยานาล เป็นกุนซือ และมีกัปตันทีมเป็นเอ็มเร่ เบโลโซกลู และเป็นหัวใจในแดนกลางของทีมด้วย และมีมุสซ่า โซว กองหน้าชาวเซเนกัลเป็นดาวซัลโวประจำทีม  ซึ่งฤดูกาลนั้นพวกเขาเก็บได้ 73 คะแนน และทิ้งอันดับ 2 อย่างกาลาตาซารายถึง 8 คะแนนเลยทีเดียว แต่หลังจากนั้นมาเฟเนร์บาห์เช่ไม่เคยกลับไปได้แชมป์ซุเปอร์ ลีกอีกเลย ซึ่งเป็นเวลากว่า 4 ฤดูกาลแล้ว และฤดูกาลนี้จะเป็นฤดูกาลที่ 5 ซึ่งพวกเขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะกลับมาคว้าแชมป์ให้ได้

            เฟเนร์บาห์เช่ ปีนี้พวกเขามีกุนซือเป็นฟิลิป โคคู อดีตนักเตะทีมชาติฮอลแลนด์ และของพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น ที่เข้ามารับงานคุมทีมในช่วงต้นเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้เขาคุมทีมพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่นเป็นแชมป์เอเรดิวิซี่ย์ได้ถึง 3 สมัยเลยทีเดียว รวมถึงเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็พึ่งคว้าแชมป์มาหมาดๆ ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วเฟเนร์บาห์เช่เป็นได้เพียงแค่รองแชมป์เท่านั้น เมื่อเก็บได้ 72 คะแนน ตามหลังแชมป์อย่างกาลาตาซารายไปเพียง 3 คะแนนเท่านั้น โดยฤดูกาลนี้พวกเขามีขุมกำลังที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว โดยมีกัปตันทีมเป็ฯโวลคาน เดมิเรล นายประตูทีมชาติตุรกีที่เป็นมือ 1 ของทีมด้วย ซึ่งนักเตะในทีมส่วนใหญ่นั้นก็เป็นนักเตะตุรกีหลายคน และมีนักเตะต่างชาติเป็นตัวหลักอีกส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งดาวเด่นของทีมในฤดูกาลนี้ก็คือโรแบร์โต้ โซลดาโด้ กองหน้าอดีตทีมชาติสเปน ที่ย้ายมาสู่ทีมตั้งแต่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว และยังมีเมาริซิโอ อิสล่า แบ็คขวาทีมชาติชิลีอยู่กับทีมตามเดิมด้วย ส่วนนักเตะใหม่ที่พึ่งได้มาร่วมทีมก็คืออังเดร อายิว ตัวรุกทีมชาติกาน่าที่ยืมตัวมาจากสวอนซี ซิตี้นั่นเอง รวมถึงยังมีตัวรุกเด็ดๆ อย่างอิสลาม สลิมานี่ กองหน้าทีมชาติแอลจีเรียที่ยืมตัวมาจากเลสเตอร์ ซิตี้ มาติเยอ วัลบูเอน่า เพลย์เมคเกอร์ร่างเล็กชาวฝรั่งเศสก็ยังอยู่ และแนวรับก็ยังมีมาร์ติน สเคอร์เทล อดีตกองหลังของลิเวอร์พูลเป็นกำลังสำคัญของทีม ซึ่งหากว่ากุนซือชาวดัตช์ปรับแต่งทีมให้เล่นเข้าระบบกันหล่ะก็ มีโอกาสมากทีเดียวที่พวกเขาจะสามารถคว้าแชมป์ลีกมาครองได้สำเร็จ หลังจากที่ต้องรอคอยมาถึง 4 ปีเลยทีเดียว

Credit : http://xn--789-1kl1enag3hb9fba7yzb6h.com/

บิ๊กแมตช์นัดแรก

 ได้เริ่มต้นไปแล้วสำหรับศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฟุตบอลรายการใหญ่ที่สุดของสโมสรในยุโรป ที่จะแข่งขันกันในทุกฤดูกาล ซึ่งผลการจับสลากแบ่งสายก็ได้จัดการไปเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งแฟนๆ ก็คงจะได้ทราบกันไปแล้วว่าทีมไหนอยู่สายไหนกันบ้าง แต่ว่าศึกบิ๊กแมตช์ในสัปดาห์แรกของฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลนี้ หรือที่เรียกกันว่าแมตช์ เดย์แรกนั่นเอง ที่เป็นแมตช์ที่แฟนฟุตบอลทั่วโลกต่างให้ความสนใจก็คือการพบกันระหว่าง 2 ทีมในกลุ่มซี ที่ลิเวอร์พูลจะได้เปิดรังแอนฟิลด์ ต้อนรับการมาเยือนของปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมเศรษฐีของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีเรื่องให้พูดถึงมากมายทีเดียว

ก่อนที่เกมจะเริ่มนั้นความสนใจอยู่ที่เป็นการพบกันระหว่างกุนซือที่เคยร่วมงานกันที่โบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ คือเจอร์เก้น คล็อปป์ กับโธมัส ทูเคิ่ลนั่นเอง นอกจากนั้นยังเป็นการพบกันของสองทีมที่กำลังมีแนวรุกที่จัดจ้านที่สุดทีมหนึ่งในยุโรปด้วยกันทั้งคู่ ทำให้ถูกมองว่าเกมในนัดนี้จะสนุกอย่างแน่นอน อีกอย่างก็คือการให้สัมภาษณ์ของเนย์มาร์ กองหน้าค่าตัวแพงที่สุดในโลกชาวบราซิเลี่ยน ที่ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนเกม โดยได้เย้ยลิเวอร์พูลว่าไม่น่าจะได้ติดท็อปโฟร์ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ด้วยซ้ำ ทำให้มีประเด็นตามมาทันที

ซึ่งเกมในนัดนั้นลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายที่ทำได้ดีกว่าเกือบตลอด 90 นาทีเลยก็ว่าได้ เมื่อพวกเขาสามารถกุมพื้นที่ในแดนกลางได้ทั้งหมด โดยมีเจมส์ มิลเนอร์ จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม และจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่ทำงานอย่างหนักเพื่อยแงบอลกลับมาครองให้ได้ และก็เป็นเจ้าถิ่นที่ได้ออกนำไปก่อนถึง 2-0 จากลูกโหม่งของดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ กองหน้าที่ได้โอกาสลงเป็นตัวจริงนัดแรกของฤดูกาล เนื่องจากโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ กองหน้าตัวจริงได้รับบาดเจ็บบริเวณดวงตาในเกมก่อนหน้านั้น และอีกลูกมาจากจุดโทษของเจมส์ มิลเนอร์

แต่หลังจากนั้นมาเหมือนว่าลิเวอร์พูลจะผ่อนเกมลงทำให้ทีมเยือนตามมาตีไข่แตกได้สำเร็จก่อนหมดครึ่งแรกจากโธมัส มูนิเย่ร์ แบ็คขวาทีมชาติเบลเยี่ยม และเริ่มครึ่งหลังมาเกมก็ตึงอยู่ที่สกอร์ 2-1 จนถึงท้ายเกม แต่แล้วความผิดพลาดของลิเวอร์พูลก็มาถูกลงโทษโดยคิลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่ตีเสมอได้สำเร็จ แต่แล้วในช่วงนาทีสุดท้ายของเกมก็เป็นโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ที่ลงมาเป็นตัวสำรองจะกลายเป็นทีเด็ดซัดประตูชัยให้ลิเวอร์พูลเอาชนะไป 2-1 และกว่าปารีส แซงต์ แชร์กแมงจะได้แก้แค้นต้องรอไปถึงช่วงเดือนพฤศจิกายนเลยทีเดียว

ลีกดัตช์ปีนี้

    ลีกเอเรดิวิซี่ย์ของประเทศฮอลแลนด์นั้นถือว่าเป็นลีกที่ปั้นดาวดังส่งออกนักเตะไปสู่ทีมยักษ์ใหญ่มากๆ ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งรุด ฟาน นิสเทลรอย โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ หรือแม้กระทั่งอาร์เยน ร็อบเบน ก็เริ่มต้นโดดเด่นตั้งแต่ในการเล่นในลีกบ้านเกิดทั้งนั้น ก่อนที่จะไปพัฒนาต่อยอดกับลีกต่างแดนต่อ โดยลีกสูงสุดของประเทศฮอลแลนด์ก็จะมีทีมยักษ์ใหญ่ประจำลีกอยู่เช่นกัน โดยส่วนใหญ่จะมีอยู่ประมาณ 3 ทีมที่จะสลับหมุนเวียนกันมาคว้าแชมป์ลีกในแต่ละฤดูกาล โดยมีอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม พีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น และเฟเยนูร์ด ร็อตเธอร์ดัม ซึ่งก็ถือว่าเป็นลีกที่สนุกลีกหนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากว่าเป็นลีกที่ทีมต่างๆ นิยมเล่นเกมรุกกันเป็นหลัก และมักจะทำประตูกันได้เยอะในแต่ละนัดด้วย

โดยอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่เคยคว้าแชมป์ลีกอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายยุค 90 แต่ปัจจุบันพวกเขาไม่ได้คว้าแชมปลีกมานานแล้วถึง 4 ปี ซึ่งถือว่านานพอสมควรทีเดียว แต่ก่อนหน้านั้นพวกเขาก็คว้าแชมป์มาได้ถึง 4 สมัยซ้อน ในยุคการคุมทีมของแฟรงค์ เดอ บัวร์ อดีตปราการหลังของทีม ซึ่งลาออกไปในช่วงปี 2016 เพื่อไปหาประสบการณ์ในต่างแดนแทนโดยตอนนี้กุนซือของทีมเป็นเอริค เทน ฮาก ที่พึ่งมารับงานในปีนี้ และหวังจะพาทีมกลับไปคว้าแชมป์ให้ได้อีกครั้ง  โดยตอนนี้มีคลาสส์ แยน ฮุนเตลาร์เป็นกองหน้าประจำทีม ส่วนแดนกลางนั้นมีเฟรงกี้ เดอ ยอง และดอนนี่ ฟาน เดน บีค 2 กองกลางดาวรุ่งที่ทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปกำลังตามจีบอยู่ในตอนนี้

ทางด้านของพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น ซึ่งเป็นทีมแชมป์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ปีนี้มีกุนซือคือมาร์ค ฟาน บอมเมล อดีตกัปตันทีมชาติฮอลแลนด์คุมทีมอยู่ โดยนักเตะดาวเด่นของพวกเขาในปีนี้ก็คือเออร์วิ่ง โลซาโน่ ปีกทีมชาติเม็กซิโก ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมานั่นเอง

และทีมลุ้นแชมป์อีกทีมก็คือเฟเยนูร์ด ร็อตเธอร์ดัมนั่นเอง โดยมีโจวานี่ ฟาน บรองฮอส อดีตแบ็คซ้ายทีมชาติฮอลแลนด์คุมทีม ซึ่งพวกเขาพึ่งคว้าแชมป์ลีกหนล่าสุดเมื่อ 2 ฤดูกาลที่แล้ว หลังจากที่ห่างหายจากการเป็นแชมป์ลีกไปนานเกือบ 20 ปีเลยทีเดียว โดยนักเตะดาวเด่นของพวกเขาก็คือนิโคไล ยอร์เกนเซ่น กองหน้าทีมชาติเดนมาร์กในชุดทำศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมานั่นเอง รวมถึงการกลับมาของโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ อดีตยอดดาวยิงของอาร์เซน่อล ที่ฤดูกาลนี้จะได้รับบทเป็นกัปตันทีมด้วย

 

วันปิดตลาด

    แฟนบอลทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าศึกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษได้ทำการปรับเปลี่ยนวันปิดตลาดซื้อขายนักเตะใหม่จากทุกทีที่จะเป็นช่วงสิ้นเดือนสิงหาคมมาเป็นวันพฤหัสบดีก่อนที่พรีเมียร์ลีกจะเปิดฤดูกาล ซึ่งใช้ในฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลแรก ซึ่งแฟนบอลคงทราบกันดีอยู่แล้วหากมีการตามข่าวอยู่ตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่แฟนบอลหลายคนอาจจะยังไม่ทราบก็คือไม่ได้มีแค่ศึกพรีเมียร์ลีกที่เดียวเท่านั้นที่ทำการเปลี่ยนเวลาเดดไลน์ในการซื้อขายนักเตะ แต่มีทางศึกกัลโช่ เซเรีย อาของอิตาลีเช่นกัน ที่ทำการเปลี่ยนวันปิดตลาดซื้อขายให้ล่นเข้ามาเร็วขึ้น ซึ่งฤดูกาลนี้คือ 18 สิงหาคมที่จะถึงนี้แล้ว ทำให้หลายๆ ทีมกำลังเริ่งเจรจาคว้าตัวนักเตะที่ต้องการเข้าทีมอย่างหนัก เพื่อให้ทันกับเดดไลน์ที่ใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว ซึ่งก็ถือว่าทางอิตาลีมีการปรับเปลี่ยนเวลาเป็นครั้งแรกเช่นกัน ส่วนลีกใหญ่ๆ อื่นๆ อย่างบุนเดสลีก้า เยอรมัน ลา ลีก้า สเปน หรือลีก เอิงของฝรั่งเศสยังคงใช้เวลาตามสากลเดิมคือ 31 สิงหาคมในฤดูกาลนี้ ซึ่งข้อมูลการปรับเปลี่ยนเวลาปิดตลาดซื้อขายนี้ ได้รับการยืนยันจากสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือทางฟีฟ่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ถือว่าเป็นการปรับเปลี่ยนเวลาที่มีความท้าทายเป็นอย่างมาก เนื่องจากช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมามีการทำศึกฟุตอบลโลกที่ประเทศรัสเซียด้วย ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งรวมตัวของบรรดาสุดยอดนักฟุตบอลที่หลายสโมสรต่างหมายปอง และนักเตะก็มักจะโฟกัสในการเล่นให้กับทีมชาติของพวกเขาเป็นสำคัญ ทำให้การเจรจาหาซื้อนักเตะที่ทำภารกิจในฟุตบอลโลกมันจะยิ่งกินเวลามากขึ้น และยากยิ่งขึ้นกว่าฤดูกาลปกติที่ไม่มีฟุตบอลรายการใหญ่ด้วย แล้วยิ่งมาบีบคั้นเรื่องเวลาให้สั้นลง ทำให้ทุกสโมสรโดยเฉพาะในอังกฤษ และอิตาลีต้องมีการวางแผน และปรับตัวให้เข้ากับกฏใหม่นี้ด้วย ซึ่งพวกที่ทำการบ้านมาได้ดีก็ยกตัวอย่างเช่นลิเวอร์พูลในอังกฤษ ที่ทำการตลาดลงตัวไปหมดแล้วตั้งแต่กลางเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาด้วยซ้ำ ทำให้พวกเขาไม่ต้องมาพะวงกับเวลาที่มันร่นขึ้นมาแต่อย่างใด หรืออย่างในอิตาลีก็คือยูเวนตุสท็จัดการซื้อนักเตะเข้าสู่ทีมไว้หมดนานแล้ว ทำให้พวกเขาพร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่ที่จะเริ่มต้นขึ้นเรียบร้อยแล้วเช่นกัน แต่ทั้ง 2 ลีกนี้ก็ยังต้องเสียวสันหลังกันต่อไป เมื่อทีมอื่นๆ นอกยุโรปยังสามารถมาซื้อนักเตะของพวกเขาออกไปได้อยู่ ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ควรมีการขายนักเตะออกไปตอนที่พวกเขาไม่สามารถซื้อนักเตะมาแทนได้แล้วเช่นกัน

ภารกิจทวงแชมป์ของเบนฟิก้า

  ลีกสูงสุดของประเทศโปรตุเกสเป็นลีกที่จะมีการขับเคี่ยวแย่งแชมป์กัน 3 ทีมมาตลอดเกือบ 20 ปีหลังสุด โดยมีเบนฟิก้า เอฟซี ปอร์โต้ และสปอร์ติ้ง ลิสบอนเป็น 3 มหาอำนาจลูกหนังของประเทศ โดยหนสุดท้ายที่ซุเปอร์ลีกของโปรตุเกสไม่ได้มีแชมป์จาก 3 ทีมนี้คือต้องย้อนกลับไปเกือบ 20 ปีคือในปี 2000-2001 ที่แชมป์เป็นของเบาวิสต้า และหลังจากนั้นเป็นต้นมา อันดับที่ 1-3 ก็แทบจะเป็นของ 3 ทีมนี้มาโดยตลอด อยู่ที่ว่าจะสลับตำแหน่งกันอย่างไรเท่านั้น แต่สปอร์ติ้ง ลิสบอน เป็นทีมที่ประสบความสำเร็จน้อยที่สุดในช่วงหลัง โดยพวกเขาคว้าแชมป์ลีกครั้งหลังสุดได้ก็คือปีที่ได้ต่อจากเบาวิสต้านั่นเอง หลังจากนั้นมาพวกเขายังไม่เคยประสบความสำเร็จอีกเลย และอาจจะต้องเป็นแบบนั้นไปอีกซักพักด้วย เนื่องจากพวกเขาประสบปัญหาการถูกยกเลิกสัญญาของสตาร์นักเตะของทีมหลายคน เนื่องจากช่วงปลายฤดูกาลที่แล้วเกิดเรื่องแฟนบอลเข้าไปทำร้ายร่างกายนักเตะถึงสนามซ้อม ทำให้ปีนี้พวกเขาจะมีทีมที่อ่อนลงไปอย่างมาก

ก่อนหน้าฤดูกาลที่แล้ว เบนฟิก้าเป็นทีมที่ครองความยิ่งใหญ่ในโปรตุเกส คือสามารถคว้าแชมป์ได้ถึง 4 สมัยติดต่อกัน ทั้งในยุคของฮอร์เก้ เชซุส และรุย วิตอเรีย กุนซือคนปัจจุบันของทีม แต่ในฤดูกาลที่แล้วพวกเขาถูกเอฟซี ปอร์โต้ แย่งแชมป์ไปได้สำเร็จ โดยเบนฟิก้ามีคะแนนห่างปอร์โต้ไปถึง 8 คะแนนเลยทีเดียว ทำให้ฤดูกาลนี้พวกเขาต้องการที่จะทวงคืนแชมป์กลับมาอีกครั้ง ซึ่งปกติแล้วทีมจากโปรตุเกสที่เป็นยักษ์ใหญ่ทั้ง 3 ทีมต่างก็มีนักเตะที่น่าสนใจ ทำให้หลายสโมสรในยุโรปต่างหมายปองจะคว้าตัวไปร่วมทีมอยู่เป็นประจำ ซึ่ง 3 ทีมเหล่านี้ก็จะถูกตัดกำลังแบบนี้ตลอด ซึ่งฤดูกาลนี้ก็เช่นกัน โดยทางเอฟซี ปอร์โต้ ต้องเสียตัวหลักออกจากทีมไปถึง 3 คนทั้ง ส่วนทางเบนฟิก้านั้นก็เสียเจา คาร์วัลโญ่ กองกลางตัวรุกดาวรุ่งไปให้กับน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ทีมในแชมเปี้ยนชิปของอีกฤษเช่นกัน แต่ยังดีที่พวกเขายังมีโฮนาส กองหน้าตัวเก๋าชาวบราซิเลี่ยนวัย 34 ปีอยู่กับทีม ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาสามารถทำได้ถึง 34 ประตูเฉพาะในเกมลีกเลยทีเดียว ทำให้โอกาสที่จะแย่งแชมป์กลับมาจากเอฟซ์ ปอร์โต้ได้ถือว่ามีมากทีเดียว และคู่แข่งก็เหลือเพียงปอร์โต้ทีมเดียวเท่านั้นด้วย เนื่องจากสปอร์ติ้ง ลิสบนอ คงต้องใช้เวลาในการสร้างทีมใหม่ก่อนจะกลับมาสู้รบปรบมือได้อย่างสูสีอีกครั้ง

ช่วงสุดท้ายของ “RVP”

  น่าจะเป็นช่วงสุดท้ายในอาชีพค้าแข้งของโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ กองหน้าดาวยิงชาวดัตช์ในวัย 35 ปีแล้ว โดยฟาน เพอร์ซี่ที่บางทีถูกเรียกเป็นชื่อย่อว่า RVP เป็นนักเตะเด็กปั้นของสโมสรเฟเยนูร์ด ร็อตเธอร์ดัม ทีมในลีกของประเทศฮอลแลนด์ ซึ่งเขาเริ่มก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ตั้งแต่ปี 2001 ซึ่งตอนนั้นเขาอยู่ในวัย 18 ปีเท่านั้น แต่ฤดูกาลแรกเขาก็ไม่สามารถทำประตูให้ต้นสังกัดได้เลย จากการลงสนามถึง 17 นัด แต่ฤดุกาลต่อมาเขาก็ทำผลงานได้ดีขึ้น จนฟอร์มของสิงห์อีซ้ายเท้าหนักรายนี้ก็ไปเข้าตาอาร์เซน เวนเกอร์ กุนซือชาวฝรั่งเศสของอาร์เซน่อล และหลังจากนั้นก็ตัดสินใจดึงตัวไปร่วมทีมด้วยค่าตัวเพียง 5 ล้านปอนด์เท่านั้น ซึ่งเขาถูกตั้งความหวังว่าจะมาเป็นแบบรุด ฟาน นิสเทลรอย กองหน้าดาวยิงที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปซื้อมาจากพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่นก่อนหน้านั้นไม่นาน และหลังจากนั้นมาเขาก็เข้ามาเป็นแกนหลังของทีมโดยตลอด โดยเฉพาะฤดูกาลสุดท้ายของเขาในถิ่นเอมิเรต สเตเดี้ยม ที่สามารถระเบิดฟอร์มทำได้ถึง 30 ประตู และกลายเป็นดาวซัลโวประจำฤดูกาลนั้นด้วย

แต่ช่วงซัมเมอร์หลังจากปีนั้นเขาได้ตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันแทน ด้วยค่าตัวเพียงประมาณ 20 ล้านปอนด์เท่านั้น เนื่องจากเขาเหลือสัญญากับอาร์เซน่อลเพียง 1 ปี และก็มทำโปรเจ็คต์คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้สำเร็จในฤดูกาลนั้นทันที และก็เป็นดาวซัลโวของลีกอีกครั้งด้วยจำนวน 26 ประตู และถือเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกหนแรกและหนเดียวในอาชีพค้าแข้งของเขาด้วย

และในปี 2105 เขาก็ย้ายออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปอยู่กับเฟเนร์บาห์เช่ ทีมดังของตุรกี และก็ค้าแข้งอยู่ในดินแดนไก่งวงประมาณ 2 ปี ก่อนตัดสินใจกลับบ้านเก่ามาอยู่กับเฟเยนูร์ดอีกครั้งเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และในฤดูกาลที่จะถึงนี้เขาได้รับเกียรติจากสโมสรให้เป็นกัปตันทีมในฤดูกาลนี้ด้วย และมีโอกาสจะเป็นฤดูกาลสุดท้ายในการค้าแข้งของเขาแล้ว เนื่องจากตอนนี้เขาอายุถึง 35 ปีแล้วด้วย และก็ประสบความสำเร็จมาอย่างมากมายแล้ว ทั้งกับสโมสร และกับทีมชาติฮอลแลนด์ ที่เป็นรองแชมป์โลกในปี 2010 และอันดับที่ 3 ในปี 2014 รวมถึงรางวัลเกียรติยศส่วนตัวอีกมากมาย ทั้งนักเตะยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล 2011-2012 ก็ได้มาแล้ว และก็เคยเป็นนักเตะที่แฟน “เดอะ กันเนอร์ส” รักมาก ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ก็ถือได้ว่าเป็นนักเตะดัตช์ในยุคปัจจุบันที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว

ช่วงเวลาของเซลติก

   ลีกสูงสุดของประเทศสก็อตแลนด์ ถือว่ามีการก่อตั้งกันมาอย่างยาวนาน โดยเริ่มต้นกันตั้งแต่ปี 1890 เลยทีเดียว ซึ่งในเวลาเกือบ 130 ปีที่ผ่านมากลับมีทีมที่เคยเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศเพียงแค่ 11 ทีมเท่านั้น ซึ่งประกอบไปด้วยเติร์ด ลานาร์ค ดันดี ยูไนเต็ด ดันดี คิลมาร์น็อค มาเธอร์เวลล์ ดัมบาร์ตัน ฮิเบอร์เนี่ยน ฮาร์ต อเบอร์ดีน และอีก 2 ทีมก็คือเชลติก และเรนเจอร์สนั่นเอง หรือที่เราจะคุ้นกันในชื่อกลาสโกว์ เซลติก และกลาสโกว์ เรนเจอร์สนั่นเอง กว่า 128 ปีของลีก มีเพียง 19 ฤดูกาลเท่านั้นที่แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศไม่ได้มาจาก 2 ทีมในเมืองกลาสโกว์ ซึ่งทั้งเซลติก และเรนเจอร์สต่างเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด และแย่งแชมป์กันมาตลอดในระยะหลัง ซึ่งหากย้อนกลับไปหาทีมที่เป็นแชมป์ลีกสูงสุดของสก็อตแลน์ที่ไม่ใช่ 2 ทีมนี้ ต้องย้อนไปถึงปี 1985 และ 1986 เลยทีเดียว ที่ตอนนั้นอเบอร์ดีนสามารถแย่งแชมป์มาได้ 2 สมัยซ้อน และหากบอกชื่อผู้จัการทีมของอเบอร์ดีนตอนนั้นอาจจะเริ่มแปลกใจน้อยลง เพราะเขาคือเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน กุนซือผู้กลายมาเป็นตำนานของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และพรีเมียร์ลีกนั่นเอง

7 ปีหลังที่ผ่านมา การแย่งแชมป์สก็อตติช แชมเปี้ยนชิปถือว่ากล่อยลงไปมาก เนื่องจากการที่เรนเจอร์สถูกปรับตกชั้นจากปัญหาด้านการเงินของสโมสร จึงทำให้ต้องตกไปเล่นในลีกระดับที่ 4 ของประเทศเลยทีเดียว และพึ่งใต่เต้ากลับมาสู่ลีกสูงสุดได้อีกครั้งเมื่อฤดูกาลที่แล้วนี่เอง แต่การที่เรนเจอร์สจะกลับมาแย่งแชมป์กับเซลติกเลยทันทีคงยังเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากขุมกำลังที่มีอยู่ในตอนนี้คงยังเทียบกันไม่ได้ รวมถึงกุนซืออย่างเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่ถือว่ามีความสามารถเกินกว่าที่จะมาคุมทีมในสก็อตแลนด์ด้วยซ้ำ แต่เขากลับเลือกมารับงานที่นี่ เพื่อเรียกความมั่นใจให้พร้อมกลับไปทำงานใหญ่อีกครั้ง

ฤดูกาลที่กำลังจะเริ่มต้นนี้ทางเรนเจอร์สได้มีการเปลี่ยนแปลตัวกุนซือมือเป็นสตีเว่น เจอร์ราร์ด อดีตกองกลางตัวเก่งของลิเวอร์พูล ที่หันมารับงานคุมทีมได้ซักระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็เป็นการคุมทีมเยาวชนเสียมากกว่า และได้รับงานคุมทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกกับเรนเจอร์สนี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการเสี่ยง และให้โอกาสกับเจอร์ราร์ดอย่างเต็มตัว ซึ่งหากเจอร์ราร์ดทำผลงานได้ดีเกินคาดเขาอาจจะกลับมาคว้าแชมป์ได้ในเร็วๆ นี้ หรืออย่างแย่พวกเขาก็น่าจะคว้าอันดับ 2 ของตารางได้ไม่ยาก ซึ่งก็เหมือนเป็นการวัดดวงกับสตีเว่น เจอร์ราร์ดไปในตัว

อาแจ๊กซ์ จะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่

  ในช่วงทศวรรษที่ 90 อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ถือว่าเคยเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ในวงการฟุตบอลของฮอลแลนด์ และของทวีปยุโรปด้วยซ้ำ เมื่อเคยสามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จ ในยุคการคุมทีมของหลุยส์ ฟาน กัล กุนซือชาวดัตช์ที่พาทีมประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ลีกเอเรดิวิซี่ถึง 3 สมัย และผู้จัดการทีมคนอื่นก็มาต่อยอดความสำเร็จของเขาออกไปได้อย่างต่อเนื่อง แต่ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัมกลับไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศได้เลยนับตั้งแต่ฤดูกาล 2013-2014 ที่พวกเขาเป็นแชมป์ครั้งล่าสุด ในยุคการคุมทีมของแฟรงค์ เดอ บัวร์ อดีตตำนานนักเตะของสโมสรนั่นเอง แต่ในระยะหลังนี้พวกเขากลับถูกพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น และเฟเยนูร์ด ร็อตเธอดัม แย่งคว้าแชมป์และความยิ่งใหญ่ไปหมด ทั้งในเกมลีก และในฟุตบอลถ้วย พวกเขาก็ไม่สามารถคว้าแชมป์ได้อีกเลยนับตั้งแต่ปีฟุตบอลโลก 2014 โดย 4 ฤดูกาลที่ผ่านมากลายเป็นพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่นที่คว้าแชมป์ลีกไปได้ถึง 3 สมัย และเป็นเฟเยนูร์ด ที่คว้าไปได้ 1 สมัย แต่ในฤดูกาลนี้อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ต้องการที่จะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่การไปดึงเอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ อดีตผู้รักษารประตูของทีม และของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาเป็นผู้อำนวยการของสโมสร และมีกุนซือเป็นเอริค เท็น ฮาก ที่เข้ามาคุมทีมตั้งแต่ช่วงปลายปีทีแล้ว และทำผลงานได้ดี โดยตั้งแต่กุนซือวัย 48 ปีเข้ามาคุมทีมในถิ่นอัมสเตอร์ดัม อารีน่าเมื่อ 28 ธันวาคม เขาสามารถพาทีมชนะได้ถึง 13 นัดจากทั้งหมด 17 นัด ซึ่งถือว่ามีเปอร์เซ็นต์ในการชนะถึง 76 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ซึ่งก่อนหน้านี้เอริค เท็น ฮาก สามารถทำเอฟซี ยูเทร็ชต์ ทีมเล็กๆ ประสบความสำเร็จด้วยการเป็นรองแชมป์เคเอ็นวีบี คัพ และสามารถพาทีมจบอันดับที่ 4 ได้ไปเล่นในศึกฟุตบอลยูโรป้า ลีกรอบคัดเลือกด้วย

ช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัมต้องเสียจัสติน ไคลเวิร์ต ซึ่งเป็นลูกชายของแพตทริค ไคลเวิร์ต อดีตนักเตะของสโมสร และทีมชาติฮอลแลนด์ไปให้กับโรม่า และอามิน ยูเนส ปีกตัวเก่งไปให้กับนาโปลีด้วย ซึ่งพวกเขาตัดสินใจไปทำการดึงตัวดาเล่ย์ บลินด์ อดีตดาวเตะสารพัดประโยชน์ของทีมกลับมาร่วมทีมอีกครั้งจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัวประมาณ 14 ล้านปอนด์ รวมถึงยังได้ดูซาน ทาดิช ปีกทีมชาติเซอร์เบียมาจากเซาต์แธมตันด้วย ซึ่งถือว่ามายกระดับทีมได้ดีทีเดียว และพร้อมจะกลับมาทวงบัลลังค์ทีมที่ดีที่สุดในประเทศเนเธอแลนด์อีกครั้งแล้วในฤดูกาลนี้ ซึ่งคงจะต้องฝ่าด่านคู่แข่งทั้งพีเอสวี และเฟเยนูร์ดไปให้ได้ด้วย

 

จาก 3 เหลือ 2

    พรีเมร่า ลีก้าของโปรตุเกส มี 3 ผู้ยิ่งใหญ่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนครองความยิ่งใหญ่ภายในประเทศมาโดยตลอด ทั้งเอฟซี ปอร์โต้ และ 2 ทีมในกรุงลิสบอนอย่างเบนฟิก้า และสปอร์ติ้ง ลิสบอน ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนแย่งแชมป์กันมาโดยตลอด และหากถามว่าฤดูกาลหลังสุดที่แชมป์ของลีกโปรตุเกสไม่ใช่ 3 ทีมนี้คือปีไหน ซึ่งต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2000-2001 เลยทีเดียว ซึ่งฤดูกาลนั้นเป็นทางเบาวิสต้าสามารถทำคะแนนเหนือเอฟซี ปอร์โต้ได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นมาก็เหลือแชมป์เพียง 3 ทีมนี้เท่านั้น ซึ่งอันที่จริงหากตัดฤดูกาล 2001-2002 ที่สปอร์ติ้ง ลิสบอนคว้าแชมป์ออกไป หลังจากนั้นมาจะเหลือทีมคว้าแชมป์เพียงปอร์โต้ กับเบนฟิก้าเท่านั้น และในฤดูกาลที่จะถึงนี้ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเช่นนั้นอีกแล้ว

ถึงแม้ว่า 16 ปีมาแล้วที่สปอร์ติ้ง ลิสบอนไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของโปรตุเกสได้เลย แต่พวกเขาก็ยังมีโผล่มาคว้าอันดับ 2 และได้สิทธิ์ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกบ้าง แต่เมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขามาพลาดท่าในนัดสุดท้ายจนทำให้หล่นลงไปอยู่อันดับ 3 ของตาราง และได้ไปเล่นเพียงยูโรป้า ลีกเท่านั้น ทำให้เหล่าแฟนบอลหัวร้อนของทีมรับไม่ได้กับผลงานดังกล่าว และมีการรวมตัวกันไปทำร้ายร่างกายถึงสนามซ้อมของทีม และเกิดเรื่องราววุ่นวายต่างๆ ตามมา แต่สิ่งที่ทำให้ทีมได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือเหล่านักเตะดาวดังของสปอร์ติ้ง ลิสบอน ต่างเริ่มทยอยกันยกเลิกสัญญากับทางสโมสร รวมถึงกุนซืออย่างฮอร์เก้ เฆซุสด้วย ที่อ้างหลักความไม่ปลอดภัยในสถานที่ทำงาน ทำให้สามารถยกเลิกสัญญากับทีมได้ ซึ่งในเมื่อมีคนเปิด เหล่านักเตะระดับทีมชาติก็ตามๆ กันไป โดยเริ่มจากรุย ปาทริซิโอ นายประตูมือ 1 ทีมชาติ ที่ยกเลิกสัญญาไปอยู่กับวูล์ฟส์แฮมตัน วันเดอร์เรอร์สในพรีเมียร์ลีก หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยไบรอัน รุยซ์ เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติคอสตาริก้า และเกลสัน มาร์ติน ปีกตัวเก่งที่ย้ายไปสู่ทีมใหญ่อย่างแอตเลติโก มาดริด โดยมีเพียงวิลเลี่ยม คาร์วัลโญ่ กองกลางตัวรับที่อยู่ให้ทีมขายออกไปอยู่กับเรอัล เบติส ทำให้ทีมได้เงินมา 18 ล้านปอนด์ จนตอนนี้ไม่เหลือนักเตะดีกรีทีมชาติโปรตุเกสซักราย ทำให้ต้องมาสร้างทีมกันใหม่อีกครั้งในฤดูกาลนี้หากการฟ้องร้องของทีมไม่เป็นผล

ความหวังสุดท้ายของสปอร์ติ้ง ลิสบอนก็คือการไปฟ้องร้องต่อศาลในเรื่องของการที่นักเตะยกเลิกสัญญาออกไป แต่หากไม่ได้ผลก็คงต้องใช้เงินซื้อนักเตะเข้ามาใหม่ หรือจะดันดาวรุ่งขึ้นมาก็เป็นทางเลือกที่ดี

ขุนพล “ม้าลาย”

   หลังการย้ายมายูเวนตุสของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวเตะชื่อก้องโลกจากเรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวประมาณ 120 ล้านยูโร ทำให้ตัวผู้เล่นของทีม “ม้าลาย” ในฤดูกาลนี้แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก และแกร่งกว่าตอนที่พวกเขาคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อาได้ 7 สมัยติดต่อกันจนถึงตอนนี้ด้วยซ้ำ เพราะกัปตันทีมชาติโปรตุเกสไม่ใช่นักเตะรายเดียวที่พวกเขาได้ตัวในช่วงซัมเมอร์นี้ เพราะนอกจาโรนัลโด้แล้วยังมีเจา คันเซโล่ แบ็คขวาเพื่อนร่วมชาติของโรนัลโด้จากบาเลนเซีย ดักลาส คอสต้า ปีกตัวจี๊ดทีมชาติบราซิลจากบาเยิร์น มิวนิค ที่ทีมประทับใจจากการยืมตัวมาใช้งานเมื่อฤดูกาลที่แล้วจนต้องซื้อขาดมาในฤดูกาลนี้ รวมถึงมัตเตีย เปริน นายประตูวัย 25 ปีจากเจนัวที่ถูกมองว่าจะเข้ามาเป็นมือ 1 ในถิ่นอัลลิอันซ์ อารีน่าแทนที่จานลุยจิ บุฟฟ่อน นายประตูตัวเก๋าที่ย้ายออกไปร่วมทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมดังในฝรั่งเศส และหากบวกกับนักเตะเก่าที่มีอยู่ของทีม ทำให้เขามีกำลังที่ดีที่สุดทีมหนึ่งในยุโรปเลยทีเดียว และน่าจะได้ลุ้นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อย่างเต็มตัวตามที่นโยบายของบอร์ดบริหารของทีมต้องการ

ผลประโยชน์จากการมาของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทำให้นักเตะดาวดังที่เคยมีข่าวว่าอยากย้ายทีมเมื่อช่วงปลายฤดูกาลที่แล้วตัดสินใจอยู่ค้าแข้งในเมืองตูรินต่อหลายคนเลยทีเดียว โดยเปาโล ดิบาล่า กองหน้าร่างเล็กชาวอาร์เจนไตน์เป็นหนึ่งในนั้น ที่ต้องการจะลองเล่นร่วมกับคริสเตียโน่ โรนัลโด้ในฤดูกาลนี้ และน่าจะได้ลงสนามเป็นตัวจริงร่วมกันด้วย โดยมีกอนซาโล่ อิกวาอินด้วยอีกราย แต่ในรายของอิกวาอิยังคงตกเป็นข่าวว่าเชลซียังคงต้องการที่จะคว้าตัวไปร่วมทีมอยู่ ส่วนแดนกลางพวกเขาถือว่าแข็งแกร่งที่สุดในลีก ทั้งตำแหน่งตัวจริงและตัวสำรองสามารถสลับผลัดกันเล่นได้โดยประสิทธิภาพไม่ต่างกันมาก ทั้งเคลาดิโอ มาร์คิซิโอ กองกลางร่างเล็กเป็นแกนหลัก และมิลาเร็ม ปานิช กับแบลส มาตุยดี้ที่มีโอกาสเป็นตัวจริง และมีโรดริโก้ เบนตานกู กองกลางทีมชาติอุรุกวัยเป็นตัวสอดแทรก

กองหลังก็ยังมีอเล็ก ซานโดร แบ็คซ้ายบราซิเลี่ยนที่เหมือนจะได้อยู่กับทีมต่อ ถึงแม้จะมีข่าวย้ายทีมมาตลอดก่อนหน้านี้ และแบ็คขวาก็คงเป็นเจา คันเซโล่ที่ซื้อมาใหม่ ส่วนปราการหลังตัวกลางต้องดูว่าจะรั้งดานิเอเล่ รูกานี่ได้หรือไม่ แต่พวกเขาก็มีจอร์โจ้ คิเอลลินี่ กับเมดี้ เบนาเตียอยู่แล้ว